Skip to content

เรียนยิงแอดตัวต่อตัว คอร์สจับมือทำโดยอาจารย์ประสบการณ์ 15 ปี

Placement Exclusion คืออะไร? กันเว็บแอปที่ไม่คุ้ม

June 5, 2026
Placement Exclusion, Google Ads, Display Ads, YouTube Ads, Brand Safety

“บางแคมเปญไม่ได้แพ้เพราะโฆษณาไม่ดี แต่อาจแพ้เพราะเงินไหลไปอยู่ในเว็บ แอป ช่อง หรือวิดีโอที่ไม่ควรซื้อ Impression ตั้งแต่แรก”

Placement Exclusion ใน Google Ads คือการยกเว้นตำแหน่งโฆษณาที่เราไม่ต้องการให้แอดไปแสดง เช่น เว็บไซต์บางเว็บ แอปบางตัว YouTube Channel บางช่อง หรือวิดีโอบางรายการ โดยใช้เพื่อคุมคุณภาพพื้นที่โฆษณา ลดคลิกเสีย และป้องกันไม่ให้แบรนด์ไปอยู่ในบริบทที่ไม่เหมาะสม หัวข้อนี้ Practical มาก เพราะหลายบัญชีที่ยิง Display Ads, YouTube Ads, Demand Gen หรือ Performance Max แล้วเจอปัญหา “คลิกเยอะ แต่ไม่ขาย” มักรีบไปแก้ที่ Creative, Audience หรือ Bidding ก่อน ทั้งที่บางครั้งต้นเหตุอาจอยู่ที่ Placements คุณภาพต่ำ เช่น แอปเกมที่คนกดพลาด เว็บ Clickbait ช่อง YouTube ที่ไม่ตรงภาพลักษณ์ หรือพื้นที่โฆษณาที่ดูดงบแต่ไม่สร้าง Conversion Google อธิบายว่า Placement Exclusions สามารถใช้เพื่อยกเว้นเว็บไซต์ วิดีโอ แอป หรือ Placement ที่ไม่เหมาะกับแบรนด์ได้ และสามารถตั้งค่าได้ในระดับ Campaign, Ad group หรือ Account โดยใส่ URL, app ID หรือ video ID ได้ อ่านข้อมูลทางการได้ที่ Google Ads Help เรื่อง Exclude specific webpages and videos นอกจากนี้ Google ยังมี account-level placement exclusions ที่ช่วยป้องกันไม่ให้โฆษณาแสดงบนบาง Placements ใน Display Network, YouTube หรือ Search Partner Network ได้ โดยการตั้งค่าระดับบัญชีจะมีผลทับกับการตั้งค่าในระดับแคมเปญ อ่านเพิ่มเติมได้ที่ Google Ads Help เรื่อง Exclude placements at the account level บทความนี้จะพาเข้าใจว่า Placement Exclusion คืออะไร ใช้ต่างจาก Content Keyword Exclusion และ Sensitive Content Exclusion อย่างไร ควรดู Placement Report แบบไหน และต้องกันเว็บ แอป ช่อง หรือวิดีโออย่างไรไม่ให้ปิดมั่วจนแคมเปญเสีย Reach โดยไม่จำเป็น ถ้าต้องการเรียน Google Ads, Display Ads, YouTube Ads, Demand Gen, Performance Max และการอ่าน Report แบบวิเคราะห์จริง สามารถดูรายละเอียดได้ที่ คอร์ส Google Ads Beginner to Expert เพื่อเข้าใจการแก้ปัญหาแคมเปญจากข้อมูล ไม่ใช่เดาจากความรู้สึก Placement Exclusion Google Ads Display Ads YouTube Ads App Placement และ Brand Safety

สารบัญ

  1. Placement Exclusion คืออะไร
  2. ทำไม Placement Exclusion สำคัญกับ Display, YouTube และ PMax
  3. เว็บ แอป ช่อง วิดีโอ และ App ID ต่างกันอย่างไร
  4. Placement Report ควรดูอะไรบ้างก่อนกันออก
  5. ควรกันระดับ Campaign, Ad Group หรือ Account
  6. ทำไมไม่ควรปิดแอปเกมมั่ว ๆ โดยไม่ดูข้อมูล
  7. PLACE Framework สำหรับจัดการ Placement Exclusion
  8. Masterclass 3 กล่องสำหรับ Placement Exclusion
  9. ตาราง Use Case สำหรับการกันเว็บ แอป ช่อง และวิดีโอ
  10. Danger Zone จุดพลาดของ Placement Exclusion
  11. Checklist ก่อนทำ Placement Exclusion
  12. FAQ คำถามที่พบบ่อย
  13. สรุป

Placement Exclusion คืออะไร

Placement Exclusion คือการระบุว่าไม่ต้องการให้โฆษณา Google Ads ไปแสดงบนตำแหน่งบางประเภท เช่น เว็บไซต์ หน้าเว็บ แอป YouTube Channel หรือ YouTube Video ที่ไม่เหมาะกับเป้าหมายของแคมเปญ ถ้าพูดให้ง่ายขึ้น Placement Exclusion คือการบอก Google ว่า “ที่ตรงนี้ไม่เอา” เพราะอาจทำให้เสียเงินเปล่า ไม่ได้คุณภาพ หรือไม่เหมาะกับภาพลักษณ์ของแบรนด์ ตัวอย่างเช่น ถ้า Display Ads ได้คลิกจำนวนมากจากแอปเกม แต่ไม่มี Conversion เลย เราอาจพิจารณากัน App Placements เหล่านั้นออก ถ้า YouTube Ads ไปแสดงบนช่องที่มีเนื้อหาขัดกับภาพลักษณ์แบรนด์ เราอาจกันระดับ Channel หรือ Video ออก หรือถ้าเว็บบางเว็บดูเป็น Clickbait และนำ Traffic คุณภาพต่ำมาให้ ก็สามารถใส่เป็น Placement Exclusion ได้ Placement Exclusion จึงเป็นเครื่องมือที่ช่วยคุม “แหล่งที่แอดไปโผล่” ต่างจาก Negative Keyword ที่คุม “คำค้น” และต่างจาก Content Keyword Exclusion ที่คุม “บริบทเนื้อหาตามคำ” ในภาพกว้าง

ทำไม Placement Exclusion สำคัญกับ Display, YouTube และ PMax

แคมเปญ Display, YouTube, Demand Gen และ Performance Max มีโอกาสไปแสดงบนพื้นที่จำนวนมาก ทั้งเว็บไซต์ แอป วิดีโอ และช่อง YouTube ซึ่งแต่ละ Placement มีคุณภาพไม่เท่ากัน บางตำแหน่งอาจให้ Impression เยอะและคลิกเยอะ แต่ไม่ได้แปลว่าจะสร้าง Lead หรือยอดขายที่ดี ปัญหาที่เจอบ่อยคือแคมเปญดูเหมือนมี Traffic เยอะ CTR ดี หรือ CPC ถูก แต่เมื่อดู Conversion แล้วกลับไม่คุ้ม เพราะเงินไหลไปที่ Placement ที่คนไม่ได้ตั้งใจซื้อ เช่น แอปเกมที่มีการกดพลาด เว็บเนื้อหาบางเบา หรือช่องวิดีโอที่คนดูไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายจริง อีกมุมหนึ่งคือเรื่อง Brand Safety เพราะบาง Placement อาจไม่ได้ผิดนโยบาย แต่ไม่เข้าภาพลักษณ์แบรนด์ เช่น แบรนด์การเงินไปอยู่ในเว็บข่าวฉาว คลินิกไปอยู่ใกล้วิดีโอภาษาหยาบ หรือคอร์สระดับสูงไปอยู่ในแอปที่ไม่สอดคล้องกับภาพลักษณ์ผู้เชี่ยวชาญ ถ้าต้องการให้ทีมช่วยวิเคราะห์ Placement Report, Display Ads, Demand Gen และ Performance Max ว่ามีจุดไหนควร exclude หรือควรเก็บไว้ สามารถดูรายละเอียดได้ที่ บริการรับทำโฆษณา Facebook, TikTok และ Google Ads

เว็บ แอป ช่อง วิดีโอ และ App ID ต่างกันอย่างไร

Placement Exclusion ไม่ได้มีแค่การใส่ชื่อเว็บเท่านั้น แต่สามารถกันได้หลายรูปแบบตามประเภท Inventory ที่โฆษณาไปแสดง
  • Website Placement: กันเว็บไซต์หรือหน้าเว็บที่ไม่ต้องการ เช่น เว็บ Clickbait หรือเว็บที่ Traffic ไม่คุ้ม
  • App Placement: กันแอปที่ไม่เหมาะ เช่น แอปเกม แอปเด็ก หรือแอปที่คลิกเยอะแต่ไม่ Conversion
  • YouTube Channel: กันช่อง YouTube ทั้งช่อง ถ้าเนื้อหาโดยรวมไม่เหมาะกับแบรนด์
  • YouTube Video: กันเฉพาะวิดีโอบางรายการ ถ้าช่องโดยรวมโอเค แต่บางวิดีโอไม่เหมาะ
  • App ID: ใช้ระบุแอปอย่างแม่นยำ โดยเฉพาะเวลาต้องกันแอปซ้ำ ๆ ที่เจอใน Report
ในงานจริง ถ้าเจอปัญหาชัดเจนที่แหล่งใดแหล่งหนึ่ง ควรกัน Placement ตรง ๆ จะตรงจุดกว่าการใช้คำกว้าง เช่น ถ้าเจอแอปหนึ่งใช้เงินเยอะและไม่เคยเกิด Conversion การกัน App ID นั้นออกอาจชัดกว่าใส่ Content Keyword แบบกว้าง ๆ

Placement Report ควรดูอะไรบ้างก่อนกันออก

ก่อนทำ Placement Exclusion ไม่ควรกันจากความรู้สึกอย่างเดียว ควรเริ่มจาก Placement Report หรือข้อมูลตำแหน่งที่โฆษณาแสดง เพื่อดูว่าแหล่งไหนใช้เงินเยอะ ให้ Traffic เยอะ แต่ไม่สร้างผลลัพธ์ที่ต้องการ Metric ที่ควรดู ได้แก่:
  • Cost: Placement นี้ใช้เงินไปมากแค่ไหน
  • Clicks: มีคลิกเยอะผิดปกติหรือไม่
  • Conversions: มี Conversion จริงหรือเปล่า
  • Cost per Conversion: แพงกว่าค่าเฉลี่ยแคมเปญมากไหม
  • Engagement Quality: คนที่มาจาก Placement นี้อยู่บนเว็บนานไหม หรือเด้งออกเร็ว
  • Brand Fit: เนื้อหาเข้ากับภาพลักษณ์แบรนด์หรือไม่
แนวคิดที่ดีคืออย่า exclude ทันทีเพราะเห็น Placement แปลก แต่ให้ดูข้อมูลประกอบ เช่น ใช้เงินถึงระดับที่มีนัยสำคัญหรือยัง มี Conversion หรือ Assisted Conversion ไหม และ Placement นั้นขัดกับภาพลักษณ์แบรนด์จริงหรือไม่ ถ้าต้องการใช้ AI ช่วยอ่าน Placement Report, จัดกลุ่มเว็บ/แอปคุณภาพต่ำ และสรุปว่าควรกันอะไรออก สามารถต่อยอดจาก คอร์ส AI Driven Marketing & Advertising

ควรกันระดับ Campaign, Ad Group หรือ Account

Placement Exclusion สามารถคิดได้หลายระดับ โดยแต่ละระดับมีผลต่างกัน การเลือกใช้จึงควรสัมพันธ์กับความรุนแรงของปัญหา
  • Ad Group Level: ใช้เมื่อ Placement นั้นไม่เหมาะกับกลุ่มโฆษณาบางกลุ่ม แต่ยังอาจใช้ได้กับกลุ่มอื่น
  • Campaign Level: ใช้เมื่อ Placement นั้นไม่เหมาะกับแคมเปญนั้นทั้งแคมเปญ เช่น แคมเปญ Lead ไม่ต้องการแอปเกม
  • Account Level: ใช้เมื่อ Placement นั้นไม่ควรให้แบรนด์ไปแสดงเลยในทุกแคมเปญ เช่น เว็บ แอป หรือช่องที่เป็น Blacklist ของแบรนด์
  • Manager Account List: เหมาะกับเอเจนซีหรือทีมที่ดูหลายบัญชี และต้องการใช้ Exclusion List ร่วมกันในหลายบัญชี
Google ระบุว่าสามารถใช้ Shared Library ใน Manager Account เพื่อสร้าง แก้ไข และนำ Placement Exclusion Lists ไปใช้กับบัญชีลูกค้าได้ อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Google Ads Help เรื่อง Use placement exclusion lists across your accounts หลักคิดง่าย ๆ คือ ถ้าเป็นปัญหาเฉพาะแคมเปญ ให้กันระดับ Campaign แต่ถ้าเป็นแหล่งที่แบรนด์ไม่ควรไปอยู่เลย ให้กันระดับ Account เพื่อป้องกันหลุดไปแคมเปญอื่นในอนาคต

ทำไมไม่ควรปิดแอปเกมมั่ว ๆ โดยไม่ดูข้อมูล

หลายคนเห็นว่า Display Ads หรือ PMax มี Traffic จากแอปเกมแล้วรีบสรุปว่า “ต้องปิดแอปเกมทั้งหมด” ซึ่งบางครั้งอาจถูก แต่บางครั้งก็อาจรีบเกินไป เพราะไม่ใช่ทุกแอปจะคุณภาพต่ำ และบางแคมเปญอาจได้ผลจาก App Inventory บางประเภทจริง ปัญหาคือถ้าปิดกว้างเกินไป ระบบอาจเสีย Inventory ที่ยังพอมีคุณภาพ ทำให้ Reach ลด ต้นทุนสูงขึ้น และแคมเปญ Scale ยากขึ้น โดยเฉพาะถ้าแคมเปญใช้ Smart Bidding ที่ต้องการข้อมูลเพียงพอในการเรียนรู้ แนวทางที่ดีกว่าคือแยกเป็น 3 กลุ่ม:
  • กลุ่มต้องกันทันที: ใช้เงินเยอะ คลิกเยอะ ไม่มี Conversion และไม่ตรงภาพลักษณ์
  • กลุ่มต้องเฝ้าดู: มี Traffic แต่ข้อมูลยังไม่พอ ต้องรอดู Cost และ Conversion เพิ่ม
  • กลุ่มควรเก็บไว้: มี Conversion หรือมีสัญญาณคุณภาพดี แม้จะเป็น App Inventory
การปิดมั่วอาจทำให้แคมเปญดูสะอาดขึ้นในเชิงความรู้สึก แต่เสียโอกาสในเชิง Performance ดังนั้นควรตัดสินใจจากข้อมูล ไม่ใช่จากความเชื่อว่า App Traffic ทั้งหมดแย่เสมอไป

PLACE Framework สำหรับจัดการ Placement Exclusion

Framework เฉพาะบทความนี้คือ PLACE Framework ใช้สำหรับตัดสินใจว่าจะกันเว็บ แอป ช่อง หรือวิดีโอใดออกจาก Google Ads โดยไม่ปิดมั่วจนเสีย Performance
  1. P – Performance Check: ตรวจ Cost, Clicks, Conversion และ Cost per Conversion ของ Placement ก่อนตัดสินใจ
  2. L – Landing Quality: ดูคุณภาพหลังคลิก เช่น Bounce, Session Quality, Lead Quality หรือ Purchase Quality
  3. A – Audience Fit: ประเมินว่าคนที่อยู่ใน Placement นี้ใกล้เคียงกับลูกค้าจริงหรือไม่
  4. C – Context Risk: ดูว่าบริบทของเว็บ แอป ช่อง หรือวิดีโอขัดกับภาพลักษณ์แบรนด์หรือไม่
  5. E – Exclusion Level: เลือกว่าจะกันระดับ Video, Channel, App, Website, Campaign หรือ Account
วิธีใช้จริงคือ เริ่มจาก Placement ที่ใช้เงินสูงก่อน แล้วแยกว่าควรกันเพราะ Performance แย่ หรือเพราะ Brand Safety เสี่ยง ถ้า Performance แย่เฉพาะบางแคมเปญ อาจกันระดับ Campaign แต่ถ้า Brand Safety เสี่ยงทั้งแบรนด์ ควรกันระดับ Account

Masterclass 3 กล่องสำหรับ Placement Exclusion

Masterclass 1: อย่าเริ่มจากการปิด ให้เริ่มจาก Report

แนวคิด: Placement Exclusion ที่ดีต้องเริ่มจากข้อมูล ไม่ใช่ความรู้สึก เพราะบาง Placement ที่ดูแปลกอาจยังสร้าง Conversion ได้ ขณะที่บาง Placement ที่ดูปกติอาจกินงบจำนวนมากโดยไม่สร้างผลลัพธ์

วิธีการนำไปปรับใช้: เปิด Placement Report แล้วเรียงตาม Cost, Clicks หรือ Conversions จากนั้นดู Placement ที่ใช้เงินมากแต่ไม่มีผลลัพธ์ หรือมีบริบทไม่เหมาะกับแบรนด์

ตัวอย่างเชิงธุรกิจ: ถ้าโปรโมต คอร์ส Google Ads Beginner to Expert แล้วพบว่า Display Ads ได้คลิกจากแอปเกมจำนวนมากแต่ไม่มี Lead คุณภาพดี ควรพิจารณากันแอปเหล่านั้นออกเป็นชุด

Masterclass 2: กัน Channel ดีกว่ากันวิดีโอทีละตัวเมื่อปัญหาเป็นทั้งช่อง

แนวคิด: ถ้าปัญหาเกิดจากวิดีโอเฉพาะรายการ ให้กันระดับวิดีโอได้ แต่ถ้าปัญหาเกิดจากแนวทางคอนเทนต์ของช่องโดยรวม การกันทีละวิดีโอจะเสียเวลาและหลุดง่าย

วิธีการนำไปปรับใช้: ตรวจว่า YouTube Channel นั้นมีเนื้อหาโดยรวมขัดกับ Brand Safety หรือแค่บางวิดีโอไม่เหมาะ ถ้าไม่เหมาะทั้งช่อง ให้กันระดับ Channel เพื่อคุมให้สะอาดกว่า

ตัวอย่างเชิงธุรกิจ: แบรนด์คลินิกหรือการเงินอาจไม่อยากไปอยู่ในช่องที่มีภาษาหยาบหรือเนื้อหาดราม่าเป็นหลัก แม้วิดีโอบางรายการจะไม่ผิดนโยบายก็ตาม

Masterclass 3: Account-level Exclusion เหมาะกับ Blacklist จริง ๆ เท่านั้น

แนวคิด: การกันระดับ Account มีผลกว้าง เพราะจะกระทบหลายแคมเปญในบัญชี ดังนั้นควรใช้กับ Placement ที่แบรนด์มั่นใจว่าไม่ต้องการให้โฆษณาไปแสดงเลย ไม่ใช่แค่แคมเปญหนึ่งไม่เวิร์ก

วิธีการนำไปปรับใช้: แยก Blacklist เป็น 2 ระดับ คือ Campaign-specific Exclusion สำหรับปัญหาเฉพาะแคมเปญ และ Account-level Exclusion สำหรับ Placement ที่ขัดกับ Brand Safety หรือคุณภาพต่ำจริงทั้งบัญชี

ตัวอย่างเชิงธุรกิจ: ถ้าเจอเว็บหรือแอปที่แบรนด์ไม่ต้องการเกี่ยวข้องในทุกกรณี ให้กันระดับ Account แต่ถ้าเป็นแค่แคมเปญหนึ่งไม่เกิด Conversion อาจกันเฉพาะแคมเปญก่อน และถ้าต้องการให้ทีมช่วยตรวจบัญชี สามารถดูได้ที่ บริการรับทำโฆษณา Facebook, TikTok และ Google Ads

ตาราง Use Case สำหรับการกันเว็บ แอป ช่อง และวิดีโอ

สถานการณ์ ควรกันระดับไหน เหตุผล
เว็บ Clickbait ใช้เงินเยอะ ไม่มี Conversion Website / URL กันแหล่ง Traffic คุณภาพต่ำที่เห็นผลชัดจาก Report
แอปเกมคลิกเยอะ แต่ Lead คุณภาพต่ำ App ID หรือ App Placement ลดคลิกพลาดและ Traffic ที่ไม่ตรง Intent
YouTube Channel ไม่เข้าภาพลักษณ์แบรนด์ Channel Exclusion กันทั้งช่องเมื่อแนวคอนเทนต์โดยรวมไม่เหมาะ
มีแค่วิดีโอบางรายการที่ไม่เหมาะ Video Exclusion คุมเฉพาะจุดโดยไม่เสีย Inventory ทั้งช่อง
Blacklist ของแบรนด์ทุกแคมเปญ Account-level Exclusion ป้องกันไม่ให้หลุดไปแสดงในแคมเปญอื่น
ตารางนี้ช่วยให้เห็นว่า Placement Exclusion ควรเลือกตามระดับของปัญหา ไม่ใช่กันทุกอย่างระดับ Account ทันที เพราะการกันกว้างเกินไปอาจทำให้แคมเปญเสีย Inventory ที่ยังมีคุณภาพได้

Danger Zone: จุดพลาดของ Placement Exclusion

ข้อผิดพลาดที่ 1: ปิดแอปทั้งหมดเพราะเห็นคลิกจากแอปเยอะ
คำอธิบายคือไม่ใช่ทุกแอปจะคุณภาพต่ำ ผลเสียคืออาจเสีย Inventory ที่ยังสร้างผลลัพธ์ได้ แนวทางคือดู Cost, Conversion และ Lead Quality ก่อนกันออก

ข้อผิดพลาดที่ 2: กันระดับ Account ทั้งที่ปัญหาเกิดแค่บางแคมเปญ
การกันระดับ Account มีผลกว้าง ผลเสียคือแคมเปญอื่นอาจเสียพื้นที่โฆษณาดี ๆ แนวทางคือแยกก่อนว่าปัญหาเป็นระดับ Campaign หรือเป็น Blacklist ทั้งแบรนด์

ข้อผิดพลาดที่ 3: กันทีละ Video ทั้งที่ปัญหาเกิดจากทั้ง Channel
ถ้าช่องมีแนวคอนเทนต์ไม่เหมาะโดยรวม การกันทีละวิดีโอจะไม่ทันและหลุดง่าย ผลเสียคือแบรนด์ยังมีโอกาสไปแสดงบนวิดีโอใหม่ในช่องเดิม แนวทางคือกันระดับ Channel เมื่อเหมาะสม

ข้อผิดพลาดที่ 4: ไม่ทำ Placement Exclusion List เป็นหมวด
ถ้าไม่จัดหมวด Exclusion List เช่น แอปคุณภาพต่ำ เว็บ Clickbait ช่องไม่เหมาะกับแบรนด์ ทีมจะจัดการยาก ผลเสียคือทำงานซ้ำและควบคุมหลายแคมเปญไม่สม่ำเสมอ แนวทางคือจัด List ตามประเภทปัญหา

ข้อผิดพลาดที่ 5: ดูแค่คลิก ไม่ดูคุณภาพหลังคลิก
บาง Placement อาจ CPC ถูกแต่คนเด้งออกเร็วหรือ Lead คุณภาพต่ำ ผลเสียคือแคมเปญดูดีแค่ผิวเผิน แนวทางคือดู Engagement, Conversion Quality และ CRM Feedback ร่วมด้วย

Checklist ก่อนทำ Placement Exclusion

  • เปิด Placement Report หรือข้อมูลตำแหน่งที่โฆษณาแสดงก่อนตัดสินใจ
  • เรียง Placement ตาม Cost เพื่อดูว่าเงินไหลไปที่ไหนมากที่สุด
  • ตรวจว่า Placement ที่ใช้เงินสูงมี Conversion หรือไม่
  • ดู Cost per Conversion เทียบกับค่าเฉลี่ยแคมเปญ
  • ตรวจคุณภาพ Lead หรือยอดขายจาก Placement นั้นถ้ามีข้อมูล CRM
  • ดูว่า Placement นั้นขัดกับภาพลักษณ์แบรนด์หรือไม่
  • แยกว่าจะกันระดับ Video, Channel, App, Website, Campaign หรือ Account
  • อย่ากันระดับ Account ถ้าปัญหาเกิดเฉพาะแคมเปญเดียว
  • ทำ Exclusion List แยกเป็นหมวด เช่น เกม แอปคุณภาพต่ำ เว็บ Clickbait ช่องไม่เหมาะ
  • ใช้ร่วมกับ Sensitive Content, Inventory Type และ Excluded Content Keywords เมื่อจำเป็น
  • ทำ Before/After Report หลัง Exclude เพื่อดูว่า Reach, CPM, CPV และ Conversion เปลี่ยนอย่างไร
  • รีวิว Exclusion List เป็นระยะ เพราะบาง Placement อาจเปลี่ยนคุณภาพหรือบริบทได้

FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Placement Exclusion

Placement Exclusion คืออะไรใน Google Ads

Placement Exclusion คือการกันไม่ให้โฆษณาไปแสดงบนเว็บไซต์ แอป YouTube Channel หรือวิดีโอบางรายการที่ไม่เหมาะกับแคมเปญหรือภาพลักษณ์แบรนด์

Placement Exclusion ต่างจาก Negative Keyword อย่างไร

Placement Exclusion ใช้กันตำแหน่งที่โฆษณาไปแสดง เช่น เว็บ แอป ช่อง หรือวิดีโอ ส่วน Negative Keyword ใช้กันคำค้นที่คนพิมพ์ใน Search หรือ Shopping inventory

ควรปิด App Placements ทั้งหมดไหมถ้าคลิกเยอะไม่ขาย

ไม่ควรปิดทั้งหมดทันที ควรดูข้อมูลก่อนว่าแอปไหนใช้เงินเยอะ คลิกเยอะ ไม่มี Conversion หรือ Lead คุณภาพต่ำ แล้วกันเฉพาะแอปที่มีปัญหาชัดเจนก่อน

ควรกันระดับ Account เมื่อไหร่

ควรกันระดับ Account เมื่อ Placement นั้นเป็น Blacklist ของแบรนด์ หรือไม่ควรให้โฆษณาไปแสดงในทุกแคมเปญ เช่น เว็บ แอป หรือช่องที่ขัดกับ Brand Safety อย่างชัดเจน

Placement Exclusion ใช้กับ Performance Max ได้ไหม

การกัน Placement ในระดับบัญชีสามารถช่วยคุมพื้นที่บางส่วนที่ PMax มีโอกาสไปแสดงได้ แต่ควรเข้าใจว่า PMax ทำงานข้าม Inventory และควรใช้ร่วมกับ Content Suitability, Brand Exclusions, Asset Quality และ Conversion Tracking ที่ถูกต้อง

สรุป

Placement Exclusion คือเครื่องมือสำคัญสำหรับคุมคุณภาพพื้นที่โฆษณาใน Google Ads โดยเฉพาะแคมเปญ Display, YouTube, Demand Gen และ Performance Max ที่มีโอกาสไปแสดงบนเว็บไซต์ แอป ช่อง หรือวิดีโอจำนวนมาก หัวใจสำคัญคือ อย่ากันจากความรู้สึกอย่างเดียว แต่ต้องเริ่มจาก Placement Report ดูว่าเงินไหลไปที่ไหน Placement ไหนใช้เงินเยอะแต่ไม่สร้าง Conversion และ Placement ไหนขัดกับ Brand Safety ของธุรกิจ การกันที่ดีควรเลือกให้ถูกระดับ ถ้าเป็นปัญหาเฉพาะวิดีโอให้กันวิดีโอ ถ้าเป็นทั้งช่องให้กัน Channel ถ้าเป็นแอปคุณภาพต่ำให้กัน App ID และถ้าเป็น Blacklist ทั้งแบรนด์จึงค่อยกันระดับ Account ถ้าต้องการให้ทีมช่วยตรวจ Google Ads, Placement Report, Display Ads, Demand Gen, Performance Max และการวัดผลแคมเปญแบบครบ Funnel สามารถดูตัวอย่างงานได้ที่ ผลงาน Digital Marketing และ Online Advertising

อย่าปล่อยให้งบโฆษณาไหลไปเว็บ แอป หรือช่องที่ไม่สร้างยอดขายจริง

ถ้าคุณต้องการยิง Google Ads ให้คุมทั้ง Placement, Brand Safety, Conversion และต้นทุนได้ดีขึ้น DigitalD2M ช่วยวางโครงสร้างแคมเปญ ตั้งค่า Exclusions วัดผล และสรุป Insight ให้ธุรกิจตัดสินใจจากข้อมูลจริง

DigitalD2M — วางกลยุทธ์การตลาดออนไลน์ โฆษณา และระบบ AI Marketing ให้ธุรกิจเติบโตอย่างวัดผลได้